ระยะเวลาการยืดอายุ (Shelf Life) หลังผ่านกระบวนการ HPP (High Pressure Processing) ไม่สามารถระบุเป็นตัวเลขตายตัวได้ เนื่องจากขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่
ปัจจัยที่มีผลต่อ Shelf Life หลังผ่าน HPP
- ประเภทของผลิตภัณฑ์
- สูตรและค่า pH ของสินค้า
- คุณภาพของวัตถุดิบ
- ระดับการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ก่อนเข้าสู่กระบวนการ HPP
- สุขลักษณะของกระบวนการผลิตและการบรรจุ
- ประเภทของบรรจุภัณฑ์
- สภาวะการเก็บรักษาแบบแช่เย็น (Chilled Storage)
HPP เป็นกระบวนการถนอมอาหารแบบไม่ใช้ความร้อน (Non-Thermal Processing) ที่ช่วยลดปริมาณจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดการเสื่อมเสียของอาหาร จึงสามารถช่วยยืดอายุการเก็บรักษาได้หลายเท่าเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ผ่าน HPP โดยยังคงรสชาติ สี กลิ่น และคุณค่าทางโภชนาการได้ใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์สด
อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ที่ผ่าน HPP ยังคงต้องเก็บรักษาในอุณหภูมิแช่เย็น (Chilled Storage) อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า เนื่องจาก HPP ไม่ใช่กระบวนการทำให้ผลิตภัณฑ์สามารถเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องได้ในทุกกรณี
ตัวอย่างเช่น หากผลิตภัณฑ์มีอายุการเก็บรักษาปกติประมาณ 3 วัน เมื่อผ่านกระบวนการ HPP อาจสามารถยืดอายุได้เป็น 14 วัน หรือมากกว่านั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์และการควบคุมคุณภาพในกระบวนการผลิต โดยต้องมีการเก็บรักษาแบบแช่เย็นตลอดอายุการเก็บรักษา

หากต้องการทราบอายุการเก็บรักษาที่แท้จริง (Shelf Life) เพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์ จำเป็นต้องดำเนินการ Shelf Life Study โดยนำผลิตภัณฑ์หลังผ่าน HPP ไปตรวจวิเคราะห์ทางจุลชีววิทยา (Microbiological Analysis) และประเมินคุณภาพผลิตภัณฑ์ในแต่ละช่วงเวลาของการเก็บรักษา ภายใต้สภาวะการแช่เย็นที่เหมาะสม เพื่อกำหนดอายุการเก็บรักษาที่ถูกต้องและมีข้อมูลรองรับ
หมายเหตุ: ผลลัพธ์ของการยืดอายุผลิตภัณฑ์แตกต่างกันในแต่ละสูตรและกระบวนการผลิต อายุการเก็บรักษาที่แสดงเป็นเพียงตัวอย่างเบื้องต้น และควรได้รับการยืนยันด้วยการทดสอบ Shelf Life และการตรวจวิเคราะห์ทางจุลชีววิทยาตามมาตรฐานก่อนนำไปใช้เชิงพาณิชย์
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการประเมินความเป็นไปได้ในการใช้ HPP กับผลิตภัณฑ์ของตนเอง Pin Food Tech มีบริการทดลอง HPP (Trial Run) ในราคาเริ่มต้น 1,200 บาทต่อ Cycle เพื่อช่วยทดสอบศักยภาพในการยืดอายุสินค้า ลดความเสี่ยงก่อนการผลิตเชิงพาณิชย์ และวางแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้อย่างมั่นใจ

